Wednesday, September 30, 2015

กรรมและลักษณะของคนที่มีคุณภาพ

วันนี้ได้มีโอกาศดูหนังเก่า เรื่อง Run on Krama ที่พี่หลิวเล่นเป็นพี่บิ๊ก  เนื่องเรื่องโดยรวมก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ  ตอนแรกดูเพราะนางเอกน่ารัก  ระหว่างดูการทำอะไรเรือยเปื่อยไปด้วย  หนังมีแง่คิดทางศาสนาอยู่เกี่ยวกับเรื่องกรรม เหมือนชื่อเรื่องเลยครับ  เป็นไปตามกรรม หรือ กรรมสนอง หรือ กรรมตามทัน  แล้วแต่จะแปล อาจจะไม่เป็นพุทธ(ในความเห็นส่วนตัวคือ พระเอกสามารถเห็นกรรม หรืออดีตชาติของคนได้)นิดหน่อย  แต่ก็แสดงให้เห็นว่า คนเรายากที่จะหนีกรรมของตนได้

เมื่อวานตอนเย็นๆ ได้ดูรายการทางช่อง TNN24 เวลาประมาณ 2 ทุ่มนิดๆ ดร.เสรี  วงษ์มณฑา ได้มาบอกถึง  ลักษณะของการที่เป็นคนมีคุณภาพ  ขอสรุปเป็นหัวขัอประมาณนี้แล้วกันนะครับ

  • การดำเนินชีวิตต้องมี Motto หรือคติประจำใจในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทาง ไม่ให้หลงทาง เห็นเป้าหมายได้ชัดเจน
  • Sense of Excellence คือทำตัวเองให้อยู่ในระดับ excellence หรือ out standing การทำงานมีด้วยกันอยู่ 3 ระดับนะครับ Survival(พอเอาตัวรอดได้) Average(ทั่วๆ ไป กลาง อยู่ในค่าเฉลี่ย) และ Excellence(ยอดเยี่ยม เยี่ยมยอด อะไรประมาณนั้น) พูดง่ายๆ คือ ต้องสุดยอดในสาย ว่างั้นเถอะ
  • Zero mistake แปลตรงตัว คือปราศจากการผิดพลาด  ซึ่งในความเป็นจริงม้นคงจะยาก  แต่จะต้องกำหนดว่าการทำงานของเราต้อง(ไม่ใช่ พยายามต้อง นะครับ ต้อง เฉยๆ)ไม่มีความผิดพลาด
  • Benchmark โดยเฉพาะกับคนที่เป็น The best เพราะเราจะได้รู้ว่าตัวเรานั้นอยู่ในระดับไหน  จะได้พัฒนาตัวเองได้ถูกต้อง 

อีกข้อคิดนึงที่ได้ฟังมาจากรายและรู้สึกเหมือนกัน  ก็คือ  เวลาถูกกำหนดให้ไปอบรม(ในทุกๆ เรื่อง)  เราจะรู้สึกว่ามีความสุข รู้สึกดี รู้สึกตื่นเต้น  เพระาได้ไปเพิ่มพูนความรู้อีกแล้ว  ถ้ายังไม่มีความรู้สึกนี้  นั่นก็แสดงว่า "ไฟหมด"

สวัสดีครับ ^^
Susin J.

Tuesday, September 29, 2015

แรงบันดาลใจจากน้องซี(เจ้าหญิงไอที)

ช่วงนี้พอจะมีเวลาว่างบ้างแล้ว เมื่อวานได้เจอแรงบันดาลใจในการเขียนบลอคจารน้องซี เจ้าหญิงไอที ก็เลยคิดว่าเราจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็เลยมาเปลี่ยนชื่อบลอคก่อนเลย จาก "สารพัดเรื่องราว" เป็น "สาระ พันเรื่องราว" ให้มันเข้ากับความตั้งใจหน่อย (แต่ เอ ก็ไม่แน่ใจเรื่อง "สาระ" นะครับ ว่าจะมีสาระหรือป่าว เอาเป็นว่าจะพยายามให้มีสาระแล้วกันนะครับ)

เอาล่ะ แล้วจะเขียนอะไรดีหล่ะ ก็เลยคิดว่าจะพยายามเขียนให้มันได้ทุกวัน โดยเก็บเรื่องราว มุมมอง ข้อคิดที่ได้จากสิ่งรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟัง ได้อ่าน หรือคิดได้เอง ก็จะพยายามเขียนมันออกมา

งั้นขอเริ่มจาก การเขียนก่อนเลย ได้ดูการสัมภาษณ์นักเขียนรางวัลซีไลท์ท่านนึง นักเขียนท่านนั้นได้บอกว่า เค้าจะเขียนหนังสือวันละ 250 คำ(หรือตัวอักษรก็ไม่แน่ใจ)เท่านั้น  ถ้าเขียนทุกวัน ครึ่งปีจะได้หนังสือเล่มนึง  จากนั้นใช้เวลาอีกครึ่งปีในการตรวจสอบเรียบเรียงและติดต่อเรื่องสำนักพิมพ์ แล้วก็ออกนจำหน่าย  จากนั้นก็จะเริ่มวงจรนี้อีกครั้งในปีถัดไป  รู้สึกว่านักเขียนท่านนี้จะเป็นวิศวกรมาหลายสิบปี  แล้วค่อยมาเขียนหนังสือแบบจริงจัง โดยใช้ความคิดแบบวิศวะมาประยุกต์กับการเขียนหนังสือ  ผมว่ามันน่าเรียนแบบอย่างยิ่งเลยนะครับ ^^

อีกเรื่องก็คงเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิตของ "เสี่ยเปา" เจ้าพ่อเครื่องเสียง Hi-end  เอาเป็นว่าผมพอจะได้ข้อคิดประมาณนี้นะครับ
  • ซื้อมาขายไป กำไรไม่มาก  ถ้าอยากมีกำไรมากๆ ต้องทำเอง หรือสร้าง(แบรนด์)เอง
  • ต้องใช้ของแพง/ขายของแพง  เพราะถ้าใช้ของแพง/ของดีเราจะรู้ว่าของแพง/ของดี  มีดีอย่างไร  เวลาเราทำ/เราสร้างของออกมา  จะได้ของดี
  • ธุรกิจนึงที่น่าสนใจ  คือ การรับบริหารพื่นที่(เช้าที่มา ปรับปรุงพวก facility ต่างๆ  แล้วให้เช่า) 
  • ต้องทำตลอดอย่างยอมแพ้ต่อโชคชะตา  ทำอะไรก็ได้  แต่ต้องทำ(ธุรกิจ)
  • การทำกำไรตามราคา Market price ไม่ถือว่าเป็นการฟัน  กำไรที่ได้ถือว่าเป็นการสมควร เช่น การได้ของเก่ามาในราคา 50,000 แล้วขาย 2,000,000 ตามราคาที่มีคนต้องการซื้อ แบบนี้ถือว่าสมควร
  • เจ้าของกิจการจะต้องทำ(หรือ เก่ง โดยเฉพาะด้าน Engineering)มาก่อน  จึงจะสามารถรู้ได้ว่าต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง
  • ต้องมีจุดยืนเป็นของตัวเอง  วิเคราะห์  วิจารณ์จากทัศนะคติของเราเอง
ผมเองก็จะพยายามเขียนให้ได้ทุกวัน  จะได้วันละนิดวันหน่อยยังไงก็จะพยายามเขียนนะครับ นอกจากเขียนแล้วก็จะพยายามทบทวน  และที่สำคัญที่สุดก็คือ  ต้องพยายามเอาไปใช้ด้วยครับ ^^

สวัสดีครับ ^^
Susin J.


Sunday, August 24, 2014

การทำงานให้โดน

ผมได้มอบหมายงานให้น้องๆ ที่ทำงาน  เขียนบทความเพื่อนำลงเว็ปไซค์  ซึ่งผมเองก็ต้องทำด้วย  ผมก็เลยนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านเล่มหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ กินกบตัวนั้นซะ eat that frog (ผมขอไม่ลงลึกในรายละเอียดของหนังสือเล่มนี้นะครับ  แต่เป็นหนังสือที่น่าอ่านอย่างยิ่งครับ)  ในหนังสือเล่นนี้กล่าวถึงว่า  ถ้าเราจำเป็นต้องกินกบตัวหนึ่ง  ซึ่งยังไงๆ แล้วก็ต้องกินอยู่ดี  จะมัวรอช้าอยู่ใยก็กินมันเลยซิ  โดยหนังสือได้เปรียบกบที่ต้องกินคืองานที่เราต้องทำ  ถ้าเรามีงานที่จำเป็นต้องทำอยู่แล้ว  จะมาพลัดวันประกันพรุ่งอยู่ทำไม  เราก็ควรลงมือทำมันให้เสร็จโดยเร็วจริงมั้ยครับ   คราวนี้ถ้าเรามีงานที่จำเป็นต้องทำให้เสร็จอยู่มากมาย แน่นอนอยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ทุกคนจะเป็นอย่างนั้น   คราวนี้ถ้าลุยทำงานไปมันจะดีแน่หรือ  คำตอบมันก็แล้วแต่บุคคลและสถานการณ์   ถ้างานไม่มากมาย(เมือเทียบกับเวลา)ลุยทำไปเรื่อย ๆ ก็เสร็จ   แต่ถ้างานมันค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับเวลา สิ่งที่ผมใช้เปรียบเทียบคือ เวลา นะครับ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนมีเท่ากัน  1 วัน 24 ชั่วโมง เหมือนกันหมดทุกคน  คราวนี้เราก็ต้องวางแผนกันหน่อยว่าเราจะทำอะไรยังไงบ้าง เพราะมันจะทำให้ใช้เวลาที่เรามีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าพูดถึงเรื่องการวางแผนการทำงาน   เราควรจะต้องรู้ก่อนว่างานที่เราทำ  เราจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรบ้าง   เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจผมขออ้างการแบ่งงานที่เราๆ ท่านๆ พอจะทราบกันอยู่แล้ว คือการแบ่งงานตามความสำคัญแร่งด่วน


รูปที่ 1 การแบ่งงานตามความสำคัญ เร่งด่วน


คราวนี้เราพอจะรู้แล้วว่ามีงานประเภทไหนบ้าง  เราควรให้ความสำคัญกับงานประเภทไหนอย่างไร  ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพ  ผมขอยกเรื่องราวที่ผมได้รับทราบมาในอินเตอร์เน็ตนี่ละครับ(ถ้าต้องการอ่านแบบเต็มๆ ให้รบกวนพิมพ์ใน Google ว่า “เมื่อขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา” นะครับ) โดยขงเบ้งได้เปรียบเทียบถังเหล็กเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง  ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน
ซึ่งแน่นอนที่คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับก้อนกรวด(งานที่สำคัญและเร่งด่วน)เป็นหลัก  แต่พิจารณาดูให้ดีว่า ถ้าในถังใส่แต่ก้อนกรวด  ก็จะไม่มีที่ว่างให้ใส่ก้อนหิน(งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน)ได้  ซึ่งจริงๆ  แล้วเราหารู้ไม่ว่าก้อนกรวดนั้นก็คือก้อนหินที่ย่อยลงมา  แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่  โดยใส่ก้อนหินลงไปในถังก่อน  ช่องว่างระหว่างก้อนหินเราสามารถใส่ก้อนกรวดลงไปได้  ช่องว่างระหว่างก้อนกรอดเราก็ยังสามารถใส่ทรายลงไปได้อีก  สุดท้ายสามารถเติมน้ำให้เต็มถังได้ในที่สุด

การบริหารเวลาของขงเบ้ง
งาน
เร่งด่วน
ไม่เร่งด่วน
สำคัญ
ก้อนกรวด
ก้อนหิน
วิกฤติการณ์
โครงการใหม่หรือการริเริ่มใหม่
ปัญหาทีประชิดตัว
กฎ ระเบียบ
งานที่มีกำหนดแน่นอน
การปฏิรูปประสิทธิภาพการผลิต

การสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วน

มาตรการป้องปราม
ไม่สำคัญ
เม็ดทราย
น้ำ
รับรองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
งานจุกจิกทั่วไปที่ทำหรือไม่ทำก็ได้
จัดการกับจดหมาย เอกสาร หรือโทรศัพท์ทั่วไป
กิจกรรมที่น่าสนใจทั่วไป
เข้าประชุมทั่วไป

การประชุมและกิจการรมทั่วไปที่ไม่สำคัญ


ประเด็นของความติดนี้อยู่ที่ว่า  อะไรคือก้อนหิน อะไรคือก้อนกรวด อะไรคือทราย และอะไรคือน้ำ หมายถึงเราต้องแบ่งแยกประเภทของงานให้เป็น  เมื่อแบ่งแยกได้แล้วก็ควรรู้ว่าจะใส่อะไรเข้าไปก่อนหลัง หมายถึงการเลือกจัดการงานไหนก่อนหลัง  ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้กับการทำงาน  ชีวิต ครอบครัว ทุกอย่าง  แต่ต้องปรับเรื่องสำคัญเร่งด่วนให้เหมาะสมกับแต่ละคนนะครับ   อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอคือเรื่องของเทคโนโลยี  เทคโนโลยีทำให้การทำงานเราง่ายขึ้นมากกว่าแต่ก่อน  ไม่ว่าการส่งเมล์เป็นเสียง การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ เทมเพลตที่อยู่เยอะแยะในโลกอินเตอร์เน็ต ของพวกนี้ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น  ถ้าเราสามารถใช้มันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  แน่นอนล่ะครับว่ามันต้องเสียเวลาเรียนรู้กันบ้าง  แต่ถ้าเราเปิดใจเรียนรู้ไม่ปฏิเสธ  จะพบว่าสิ่งที่ว่ายากนั้นไม่ยากเท่าไหร่หรอกครับ  และผลลัพธ์จากการใช้เทคโนโลยีที่ว่าจะน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง อย่ากลัวครับ eat that frog มันเลยครับ

ทำงานให้สนุก
สวัสดีครับ ^^
Susin J.